Find the latest bookmaker offers available across all uk gambling sites www.bets.zone Read the reviews and compare sites to quickly discover the perfect account for you.
Breaking News
Home / Tips ผิวขาวใส / กลูต้าไธโอน (Glutathione) แบบรับประทาน กลูต้าแบบฉีด กับAHA Treatment Glycolic acid ทางเลือกผิวขาวจร้า

กลูต้าไธโอน (Glutathione) แบบรับประทาน กลูต้าแบบฉีด กับAHA Treatment Glycolic acid ทางเลือกผิวขาวจร้า

กลูต้าไธโอน (Glutathione) หรือ กลูต้าไทโอน กับ AHA Treatment Glycolic acid ทางเลือกผิวขาว ประโยคเด็ดที่ใช้โฆษณา และมักได้ผลเสมอคือ ” ผิวขาวมีออร่าเหมือนดารา ” ที่จริงแล้วสินค้าที่ช่วยในเรื่องผิวขาวนั้นมีหลากหลายมากมายให้เลือกสรร แต่คราวนี้ขอพูดถึง กลูต้าไทโอน (Glutathione ) และAHA Glycolic acid เพราะสารทั้ง 2 ชนิดนี้ได้รับความนิยมและฮอ๊ตฮิตติดอันดับต้นๆกันเลยทีเดียว เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า การที่จะทำให้ผิวขาวนั้นมันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เคยศึกษาข้อมูลกันบ้างหรือเปล่าว่า สารปรับผิวขาวที่ขายกันนั้นมันปลอดภัยจริงๆหรือเปล่า และมันได้ผลจริงไหม บางคนผิวคล้ำตัวดำมาตั้งแต่เกิดพอโตเป็นสาวก็อยากผิวขาวจั๊วเหมือนชมพู่ อารยา เหมือนอั้ม พัชราภา ลืมความเป็นจริงของกรรมพันธุ์ทางสีผิว ว่ามันเป็นไปไม่ได้นะคะ ถ้าจะเอาแบบขาวจั๊วเหมือนไข่ปอกแบบนั้นขอบอกว่ายากส์มั๊กๆค่ะ แต่ถ้าไม่โลภมากเอาแค่ผิวใสขึ้น สว่างขึ้นจากเดิม อันนี้ขอบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงค่ะ และไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยา หรืออาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยได้แค่ระยะชั่วคราวเท่านั้นนะคะ และถ้ารู้จักปกป้องผิวให้พ้นจากแสงแดดอันแรงกล้า ด้วยการรู้จักใช้ครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกจากบ้าน รับรองค่ะผิวสวยๆจะหมดปัญหาดำคล้ำแน่นอนค่ะ ส่วนใครที่เกิดปัญหาสีผิวขึ้นแล้วละก็ ลองมาดูทางเลือกที่คนส่วนมากนิยมใช้กันนะคะว่ามันแตกต่างกันอย่างไร

กลูต้าไธโอน , กลูต้าไทโอน(Glutathione) แบบรับประทาน และ กลูต้าแบบฉีด และ ผลข้างเคียงกลูต้าไธโอน

ฉีดกลูต้าไธโอน Glutathioneกลูต้าไธโอน (Glutathione ) มีทั้งแบบรับประทาน และ กลูต้าแบบฉีด เข้าเส้นเลือดดำ แต่ที่นิยมกันมาก คือแบบรับประทานเพราะราคาถูกกว่า กลูต้าแบบฉีด มาก และมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า ความจริงแล้ว สารกลูต้าไธโอน (Glutathione ) สามารถสังเคราะห์โดยเซลล์ในร่างกายของเราเองจากกระบวนปฏิกิริยาชีวเคมีในทุกเซลล์ทั่วๆไป และมักจะพบได้มากที่สุดที่ตับของเรา แล้วรู้กันบ้าหรือเปล่าว่าถ้าหากว่าร่างกายของเราได้รับสาร กลูต้าไธโอน (Glutathione ) ในปริมาณที่มากเกินไป ( ผลข้างเคียงกลูต้าไธโอน ) จะส่งผลเสีย ต่อแร่ธาตุในขบวนการเมตาบอลิซึม และตัวมันเองสามารถกลายเป็นอนุมูลอิสระ มาทำร้ายร่างกายได้ และการที่ได้รับ สารกลูต้าไธโอน (Glutathione ) เป็นเวลานานๆ จะทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลงทำให้รับแสงได้น้อยลงก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต กลูต้าไธโอน (Glutathione ) แบบรับประทานที่เห็นขายกันเกลื่อนตามเว็บไซต์ ขายกันถูกๆราคาหลักสิบหลักร้อย ถ้าเป็น กลูต้าแบบฉีด ราคาอาจเป็นหลักพันหลักหมื่น ส่วนใหญ่จะลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ส่วนบริษัทที่ผลิตจริงๆคือบริษัท Roach ประเทศอิตาลี แต่บริษัท Roach ประเทศไทย ได้ยืนยันมาว่าบริษัทไม่ได้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ส่วนใหญ่ก็จะทำปลอมกันแถวเพื่อนบ้านเรานี่แหละ เช่นที่เวียดนาม โดยเฉาะจีนซึ่งเป็นแหล่งปลอมสินค้าและทำได้เนียนเหมือนของแท้เลยทีเดียว โดยจะพิมพ์ว่าผลิตในอิตาลี วะฮ่า…แล้วที่กินที่ฉีดกันมานั้นมันของจริงหรือเปล่าหนอ…หุๆๆๆ

แล้วทราบกันบ้างหรือเปล่าว่า อัตราค่าใช้จ่ายที่แลกกับความขาวมันเท่าไรกันน๊า…ลองมาดูกันนะคะ การฉีด สารกลูต้าไธโอน (Glutathione ) มักจะต้องฉีดควบคู่กับวิตามินซี แล้วฉีดเข้าเส้นเลือดดำหรือกล้ามเนื้อครั้งละ 600 มิลลิลิตร สัปดาห์ละครั้ง ราคา 4,000-5,000 บาท ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มขาวขึ้นหลังฉีดครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น 2 เดือนผิวจะกลับมาเป็นสีเดิมจึงต้องฉีดซ้ำอยู่เป็นระยะ เฉลี่ยราคาความขาวก็ประมาณ 20,000-25,000 บาท (ราคาแบบคร่าวๆนะคะ ขอบอกว่าโค-ตะ-ระ-แพง) ที่สำคัญคือมันยังมี ผลข้างเคียงกลูต้าไธโอน ต่อร่างกายหลายอย่าง และอาจทำให้แพ้ยาจนช็อกถึงขึ้นเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือส่งผลในระยะยาว เช่น เกิดการสะสมในร่างกายส่งผลเสียต่อตับและไตได้ และทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังเนื่องจากผิวไวต่อแสงแดดเพราะเม็ดสีผิวถูกทำลาย และยังมีอาการข้างเคียงต่างๆที่เกิดขึ้นอีหลายอย่าง เช่น ผิวหนังแดง , หอบหืดเฉียบพลัน , อาจเกิดอาการแพ้ Anaphylactic Reaction จากการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์ ,ร่างกายมีปริมาณเม็ดสีลดลง จึงทำให้ดูเสมือนว่ามีผิวขาวยิ่งขึ้นซึ่งมันเป็นแค่เพียง ผลข้างเคียงกลูต้าไธโอน (Glutathione ) เท่านั้น ที่จริงแล้วกลูต้าไธโอน มันก็คือโปรตีนชนิดหนึ่ง แต่เป็นอณูโปรตีนที่ไม่ยาวมากนักที่เกิดจากอะมิโน Amino Acid 3 ชนิดมาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine ทำหน้าที่หลัก คือ การสร้างเอนไซม์เพื่อกำจัดสารพิษ และช่วยตับขับสารพิษในร่างกายให้ดีขึ้น ทำหน้าที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ซึ่งเราสามรถเลือกกินอาหารที่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างกลูตาไธโอนได้ดีขึ้น ได้แก่ ปลา, เนื้อหมู, เนื้อวัว ,นม, ไข่, หน่อไม้ฝรั่ง, ผักบลอคโคลี , ผักโขม, มะเขือเทศ, และผลไม้ เช่น แตงโม, สตรอว์เบอร์รี่ , ส้ม , องุ่น, อะโวคาโด , เม็ดถั่วอย่างเช่นวอลนัท ฯลฯ ต่างก็มีสาร กลูตาไธโอนอยู่ในตัวเราสามารถเลือกรับประทานอาหารจากธรรมชาติซึ่งมีสารกลูต้าไทโอนอยูแล้ว ซึ่งปลอดภัยกว่าและไม่เสียงกับสุขภาพของตัวเราเองที่จะต้องไปใช้สารจากภายนอก ถ้ายากมีผิวที่ขาวใสแบบปลอดภัยไม่เสี่ยงมาก แถมประหยัดเงินในกระเป๋า คุณสามารถมองหาทางเลือกอื่นๆได้อีกหลายทาง เรามาดูทางเลือกนี้กันดูนะคะ

AHA Treatment Glycolic acid ทางเลือกผิวขาว

การผลัดเซลล์ผิวค่ะ…โดยใช้ AHA บางครั้งมีความเข้าใจผิดกันว่า การใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูงๆ เช่นAHA 70% ทำการผลัดเซลล์ผิวหรือลอกผิว แล้วผิวหนังจะลอกเป็นแผ่นๆเหมือนงูลอกคราบประมาณนั้น ขอบอกว่าไม่ใช่นะคะ AHA 70%ไม่ได้ทำให้เกิดการลอกของผิวหนังในระดับรุนแรง มันเป็นเพียงแค่การผลัดเซลล์ผิวชั้นบนหรือเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกไป ทำให้เซลล์ผิวใหม่หมุนเวียนขึ้นมาทดแทนได้ดีขึ้น ส่วนที่ทำให้ผิวลอกแบบรุนแรงเหมือนงูลอกคราบนั้นมันเป็นกรดทางเคมีค่ะซึ่งมีอันตราย ส่วนมากจะเรียกว่า ” น้ำยาลอกผิว” ประมาณว่า ทาผิวทิ้งไว้3-5วัน เสร็จแล้วผิวหนังลอกออกเป็นแผ่นๆ สรุปผิวขาวจั๊วภายใน 7 วัน แต่ว่า…ดำเร็วแบบติดจรวดอะค่ะ ดำยาวดำทน จนไมเกรนขึ้นกันเลยทีเดียว ส่วนมากแล้วน้ำยาลอกผิวประเภทนี้จะมีกรดทางเคมี เช่น น้ำกรด TCA (กรดไตรคลออะซีติก) ,สเตียรอยด์, โฮโดรควิโนน, สารปรอท ผสมลงไปในครีมหรือน้ำยา เมื่อใช้ไปนานๆทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย ต่างกับAHA ที่มีความปลอดภัยมากกว่าเพราะเป็นกรดผลไม้ที่สกัดได้จากธรรมชาติ และ เป็นที่รูจักใช้กันมานานมากแล้วนับพันปี ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณจนมาถึงปัจจจุบันก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย AHA มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า(Alpha Hydroxy Acid) หมายถึงสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นกรด เป็นสารที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติสามารถสกัดได้จาก นม ,แอปเปิ้ล,องุน ,และจากอ้อย แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ AHA ( Glycolic acid ) กรดผลไม้ที่สกัดมาจากอ้อย มีข้อดีคือ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย, ไม่ทำให้เกิดการแพ้แรง และที่สำคัญคือช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวทำให้นุ่มนวลและสดใสขึ้น, ช่วยทำให้รอยเหี่ยวย่นเล็กๆ (Fine Wrinkle) ดีขึ้น และช่วยชะลอริ้วรอย ส่วนข้อเสียคือ อาจระคายเคืองได้ ในผิวที่ระคายเคืองง่าย ต้องให้แพทย์ที่รักษาประเมินว่าสามารถให้ AHA ได้หรือไม่ เพราะความพร้อมของผิวในแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ

ประโยชน์ของAHAมีหลายอย่าง ไกลโคลิก เป็นสารเด่นของ AHA ซึ่งมีขนาดโมเลกุลเล็ก จึงออกฤทธิ์ได้ผลดีที่สุดเพราะว่าสามารถซึมเข้าผิวหนังได้โดยง่ายเป็นที่น่าสังเกตว่ากรดไกลโคลิก ได้ผลดีกับผิวหนังที่แห้งมาก นอกจากนี้กรดไกลโคลิก ยังทำหน้าที่สารฟอกจางสีผิวที่มีประสิทธิภาพดีกว่าไฮโดรควิโนน สำหรับคนที่อยากทำให้ผิวกายขาวและสดใสแข็งแรง ดูสุขภาพดี ลองพิจารณาAHA 70% เนื่องจากมีความเข้มข้นมากพอ ในการขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เมื่อใช้เป็นประจำจะส่งผลให้ผิวหนังดูเรียบเนียน สดใสขึ้น การใช้เอเอชเอต้องใช้อย่างต่อเนื่อง หากหยุดใช้ ผิวก็จะเหมือนเดิม และควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเป็นประจำทุกวัน สิ่งที่สำคัญมากหลังการผลัดเซลล์ผิวคือการหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด และทาครีมกันแดดให้สม่ำ เสมอ ถ้ามีอาการไม่พึงประสงค์อื่นเช่นแสบ เจ็บ บวมมาก ควรรีบกลับมาปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

ข้อควรระวังเมื่อใช้ AHA

1.หลีกเลี่ยงอย่าให้ผลิตภัณฑ์ AHA เข้าตาหรือสัมผัสเนื้อเยื่ออ่อน
2. อย่าใช้กับผิวหนังที่เพิ่ง โกนขนหรือโกนหนวดใหม่ ๆ หรือผิวเกรียมแดด
3. อย่าใช้กับผิวที่ปรากฏการระคายเคือง หรือมีแผลเปิด
สำหรับผู้ที่ผิวไวมาก ทางที่ดีที่สุดควรทดสอบก่อน โดยทาผลิตภัณฑ์ AHA เล็กน้อยลงบนท้องแขน หากมีอาการแพ้ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ AHA

เทคนิคการใช้ AHA 70% ผลัดเซลล์ผิวกาย

ทา AHA 70% ที่ผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 15- 30 นาที ส่วนบริเวณที่เป็นผิวอ่อนบาง เช่น ลำคอ , รักแร้ ,ข้อพับ ,ขาหนีบ ควรเอาไว้สุดท้ายก่อนล้างออกจึงค่อยทาAHAบริเวณดังกล่าวก่อนล้างสัก 5 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่เหลว ในระยะ 4-6 สัปดาห์แรก ควรทำทุกๆ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นทำทุก 2-3 สัปดาห์ และทำได้เรื่อยๆ เมื่อผิวมีสภาพทีดีขึ้นมากแล้ว ก็ทำประมาณเดือนละ 1- 2 ครั้งก็ได้ค่ะ และควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งไม่ได้ออกแดดจัดก็ตาม เพราะรังสี UV สามารถทะลุกระจกได้โดยเฉพาะ UVA ทำให้เกิดรอยคล้ำได้เร็วขึ้นค่ะ ( การทำทรีทเม้นท์ผิวด้วย AHA จะมีอาการยิบๆแสบๆคันๆ ไม่ต้องตกใจนะคะเป็นอาการปกติค่ะ ) อาการระคายเคืองทำให้ผิวหนังแดงจากการทำ AHA Treatment ซึ่งส่วนมากจะหายไปเอง 20 นาทีหลังจากการล้างออก

ถ้าอยากมีผิวที่ขาวสดใสแข็งแรง และปลอดภัย ก็ลองพิจารณา AHA Treatment Glycolic acid ดูซิคะ เพราะมีข้อดีหลายอย่างแถมยังสกัดมาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัยกว่าสารปรับผิวขาวชนิดอื่นๆมาก แต่ของทุกอย่างก็ต้องใช้ให้ถูกใช้ใให้เป็นนะคะ เพราะถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน บางคนอยากผิวขาวแบบข้ามวัน ก็ทา AHAทิ้งไว้แบบข้ามวันข้ามคืน อะนี้ขอบอกว่า ไม่ควรทำนะคะเพราะผิวอาจเบิร์นได้ เอาแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามค่ะ